ภาษาไทย
เข้าสู่ระบบ!! บทความ


สถิติของเวบไซต์
เปิดเวบเมื่อ 06/03/2551
ปรับปรุงเวบเมื่อ 18/11/2562
ผู้ชมทั้งหมด
สินค้าทั้งหมด 1412
3100930352524


บริการของร้านค้า
เว็บบอร์ด
เกี่ยวกับเรา
บทความ
วิธีการชําระเงิน
ติดต่อเรา
แจ้งการชำระเงิน

หมวดหมู่สินค้า/บริการ
ดัชนีราคา
รวมทุกหมวดหมู่ (1412)
 เครื่องรางรัก
 เครื่องรางคู่รักเชื่อฟัง อุปถัมป์
 เครื่องรางเรียกคนรักกลับมา
 เครื่องราง มูเตลู
 เครื่องรางกำจัดมือที่สาม
 เครื่องรางให้คนชอบ
 พระปิดตา
 ในหลวงและราชวงศ์
 เครื่องรางโชคลาภการพนัน
 น้ำมันเสน่ห์,สีผึ้ง
 หลวงปู่หมุน วัดบ้านจาน
 เครื่องรางป้องกันภัย กันแก้คุณไสย
 เครื่องรางมหาเสน่ห์
 เครื่องรางเพศที่สาม
 เครื่องรางเก่าหายากในตำนาน
 พิพิธภัณฑ์เครื่องราง
 Accessories กรอบ สร้อย ปลอกตะกรุด
 เครื่องรางจีบหนุ่ม/สาว
 เครื่องรางมหาเสน่ห์กินตับ
 เครื่องรางสำหรับศิลปิน ดารา นางแบบ
 เครื่องรางค้าขาย ดึงดูดเงินทอง
 เครื่องรางเลื่อนยศ เลื่อนตำแหน่ง
 พระเครื่องศักดิ์สิทธิ์
 หลวงปู่หงษ์ พรหมปัญโญ
 เครื่องรางเพิ่มพลังปัญญา
 กุมารทอง-พรายกระซิบ คู่บารมีของท่าน
 เครื่องรางเพิ่มเสน่ห์สำหรับผู้หญิง
 สายอาจารย์เปล่ง บุญยืน
 เกจิสายกรรมฐาน



จดหมายข่าว
กรุณาใส่อีเมล์ของท่าน เพื่อรับข่าวสารที่น่าสนใจ








รายละเอียดสินค้า/บริการ
สินค้า/บริการ >> เหรียญสุนทรีวาณี วัดบางโฉลงใน (เหรียญนำโชค)

เหรียญสุนทรีวาณี  วัดบางโฉลงใน (เหรียญนำโชค) - คลิกที่นี่เพื่อดูรูปภาพใหญ่
เหรียญสุนทรีวาณี  วัดบางโฉลงใน (เหรียญนำโชค)








  Tell a Friend
เหรียญสุนทรีวาณี  วัดบางโฉลงใน (เหรียญนำโชค) - คลิกที่นี่เพื่อดูรูปภาพใหญ่

เหรียญสุนทรีวาณี วัดบางโฉลงใน (เหรียญนำโชค)

รหัสสินค้า: 001521
ราคา: 550.00 บาท
รายละเอียด:

ประวัติความเป็นมาของพระสุนทรีวาณี  

สมเด็จพระวันรัต (แดง สีลวฑฺฒโน) อดีตเจ้าอาวาสองค์ที่ 3 ของวัดสุทัศน์ฯ (พ.ศ.๒๔๒๐- ๒๔๔๓) ได้เคยทรงอธิบายว่า รูปพระสุนทรีสาณี นั้นหมายถึง พระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า ตามที่มาในพระคาถานี้ เป็นหลัก กล่าวคือ

มุนินทะ วะทะนัมพุชะ คัพภะสัมภะวะ สุนทะรี
ปาณีนัง สะระณัง วาณี มัยหัง ปิณะยะตัง มะนัง ฯ


วาณี หมายถึง นางฟ้า คือพระไตรปิฎก
มุนินทะ วะทะนัมพุชะ คัพภะสัมภะวะ สุนทะรี
มีรูปอันงดงาม เกิดแต่ท้องแห่งดอกบัว คือ พระโอษฐ์แห่งพระพุทธเจ้า ผู้เป็นจอมปราชญ์ทั้งหลาย
ปาณีนัง สะระณัง เป็นที่พึ่งแห่งสัตว์ผู้มีปรารถนาทั้งหลาย
มัยหัง ปิณะยะตัง มะนัง จงยังใจแห่งข้าพเจ้าทั้งหลายให้ยินดี


สมเด็จพระวันรัต (แดง) ทรงเคยเล่าว่า อาจารย์ของท่านทางคันถธุระ และวิปัสสนาธุระ สอนให้บริกรรมคาถานี้ ก่อนจะเริ่มเรียนพระปริยัติ และเข้าที่ภาวนาทุกคราวไป ท่านผู้ใหญ่ทั้งหลายมีสมเด็จพระสังฆราช (วัดราชสิทธาราม) เป็นต้น ล้วนนับถือคาถานี้อยู่ทั่วกัน จนกระทั่งอาราธนากัมมัฏฐานก็ใช้คาถานี้ ท่านจึงคิดเอาคาถานี้อยู่ทั่วไป จนถึงอาราธนาก็ใช้คาถานี้ ท่านจึงคิดเอามาผูกเป็นรูปปรุงเปรียบเข้าอีกหลายอย่าง หัตถ์ขวาแห่งสุนทรีวาณี ซึ่งทำเพียงดังอาการกวักนั้นเพื่อจะให้ได้กับคำว่า “เอหิ ปัสสิโก โอปะนะยิโก” ซึ่งถือเอาความหมายว่า เรียกให้มาดูดวงแก้วในหัตถ์ซ้าย เปรียบเป็น อมตะ รูปบุรุษเบื้องขวานั้น เปรียบเป็นภิกษุสงฆ์สาวก รูปสตรีเบื้องซ้ายนั้นเป็นพระภิกษุณีสงฆ์สาวิกา เทวดาแถวล่างนั้นหมายถึงเทวโลก พรหมแถวบน หมายถึงพรหมโลก ต่างมาทำสักการบูชา น่านน้ำภายใต้นั้นเปรียบด้วยสังสารวัฏ นาค และสัตว์น้ำ เปรียบเป็นพุทธบริษัท ท่านหมื่นศิริธัชสังกาศเจ้ากรม (แดง) มาเขียนแล้วเข้ากรอบลับแลตั้งไว้บูชา ภายหลังได้ทำเป็นรูปหล่อขึ้นด้วย

ในสมัยต่อมาสมเด็จพระสังฆราช (แพ) วัดสุทัศนเทพวราราม หล่อพระกริ่ง ท่านเจ้าคุณมงลราชมุนี ผู้เป็นศิษย์ ก็ได้สร้างพระสุนทรีวาณีขึ้นด้วยโลหะชนวนที่เหลือจากการหล่อพระกริ่งของสมเด็จพระสังฆราช (แพ) เป็นรูปลอยนูนออกมางดงามมากทำเป็นแบบเหรียญ มีรูปทั้งหมดทรงกลีบบัว ด้านหลังมีอักษร ม.ค. ๑ อีกทั้งให้บรรดาเยาวชน และนิสิตนักศึกษาทั้งหลาย ผู้เริ่มแรกจะเข้าศึกษา ให้ภาวนาคาถาดังกล่าวนี้ก่อน จะเป็นผู้เจริญด้วยการศึกษาเป็นอย่างดี

อนึ่ง พระสุนทรีวาณี เป็นพระที่ทรงไว้ด้วยความเมตตาอย่างสูง เป็นพระที่เป็นสิริมงคลมหาลาภต่างๆ จึงเหมาะแก่ห้างร้าน บริษัท และร้านค้าทั่วจะมีไว้บูชาเพื่อเจริญด้วยลาภ ยศ ความสุข สรรเสริญ ตลอดจนการเจริญก้าวหน้าในอาชีพการงานของตน

*** ภาคตำนานเล่าขาน ***

อันที่จริงที่กล่าวว่าสมเด็จพระวันรัต (แดง) ท่านถอดคาถานี้เป็นองค์เทพนารีนั้น ยังคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง แต่ในความเป็นจริงแล้วท่านเจริญพระคาถานี้ดังกล่าวข้างต้นจนกระทั่งวันหนึ่งท่านนิมิตในฝัน ครั้นตื่นจำวัดแล้วจึงเชิญจิตกรหลวงมาเขียนภาพนี้ ดังความหมายข้างต้นในภาควิชาการและชะรอยว่าจิตกรผู้จำลองเขียนความฝันของท่านจะเป็นจิตกรซึ่งมีเชื้อสายจีนที่เขียนภาพจิตรกรรมปลายสมัยรัชกาลที่ ๔ พระรูปแห่งพระสุนทรีวาณีจึงออกมาในลักษณะแบบกึ่งจีน-กึ่งไทย สังเกตได้จากเครื่องสักการะที่เทวาและพระพรหมบูชาโดยถือโคมจีนอันสื่อว่าเป็นเครื่องบูชาชั้นสูงของจีน

ในบันทึกหอสมุดแห่งชาติ ข้าพเจ้าได้รับมาจากการถ่ายไมโครฟีล์ม เล่าเอาไว้ว่า คราวครั้งหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ จะเสด็จไปเจริญสัมพันธไมตรียังต่างประเทศ (ข้าพเจ้าจำไม่ได้ว่าประเทศใด เพราะเอกสารกร่อนสลายไปแล้ว จึงควรที่จะสืบสวนค้นคว้ากันมาประดับความรู้) ด้วยความที่พระองค์มีพระราชศรัทธาในสมเด็จพระวันรัต (แดง) อย่างยิ่งทั้งโดยศีลาจารวัตร ความเชี่ยวชาญในต้นศาสนา ความสามารถในการบริหารการศึกษา และความเชี่ยวชาญเรื่องการบูรณะพระอาราม จนถึงวางพระราชหฤทัยให้ดูแลงานช่างในการที่ทรงสร้างวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม จึงเสด็จไปกราบสมเด็จพระวันรัต (แดง) แล้วออกพระโอษฐ์ ว่า... “โยมจะไปเจริญสัมพันธไมตรีต่างประเทศ มิเช่นนั้นชาวต่างชาติจะล่าอาณานิคม โยมมีความกังวลใจ ๒ เรื่อง คือ การฝ่าอันตรายในการเดินทาง และเกรงว่าการเจริญสัมพันธไมตรีจักไม่สำเร็จ พระคุณท่านมีอะไรให้โยมติดตัวไปบ้าง” (ขอวิจารณ์เพิ่มเล็กน้อยว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง คงได้ศึกษาเรื่องเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) สมัยพระนครศรีอยุธยาเป็นราชธานี ที่ใช้อาคมแสดง
ฤทธิ์จนฝรั่งเศสใช้อาวุธยิงแทงแล้วไม่เป็นอันตราย ฝรั่งเศสจึงยอมเจริญสัมพันธไมตรีด้วย เรื่องนี้ควรศึกษาบันทึกพงศาวดารเอง ข้าพเข้าเป็นเพียงจำได้คร่าวๆ)


เมื่อพระพุทธเจ้าหลวงตรัสอย่างนี้แล้ว สมเด็จพระวันรัต (แดง) เข้ากุฏิแล้วเขียนพระคาถาสุนทรีวาณีถวาย ทั้งได้ถวายพระพรว่า “ถ้ามหาบพิตรเกิดความกังวลพระทัยในสองประการ ขอจงจำเริญบริกรรมคาถาด้วยศรัทธา สติ สมาธิ ก็จะเกิดองค์ฌาน สมาบัติ พระราชกิจจะสำเร็จดังพระราชฤทัย”
เมื่อพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จกลับสยามประเทศ ได้เสด็จไปนมัสการสมเด็จพระวันรัต (แดง) แล้วตรัสเล่าว่า “พระคาถาสุนทรีวาณีนี้ศักดิ์สิทธิ์ โยมบริกรรม เวลาเหยียบเรือรบฝรั่งขนาดใหญ่ ก็บริกรรม พอเท้าแตะเรือรบ เกิดสะเทือนยาบยวบทั้งลำเรือ พวกฝรั่งตกใจมาก ต่อมาฝรั่งเอาม้าเทศมาให้ขี่ รู้ทีเดียวว่าม้ากับคนไม่คุ้นกันก็จะพยศและสะบัด ฝรั่งจะทำให้อับอายขายหน้า โยมจึงขอหญ้าหนึ่งกำมือ บริกรรมคาถาแล้วให้ม้ากิน ม้ามันเชื่อง บังคับง่าย เป็นที่อัศจรรย์ใจของฝรั่ง (ม้าตัวนั้นก็คือม้าตัวที่ทรงที่บรมราชานุสาวรีย์ หน้าพระที่นั่งอนันตสมาคมนี้เอง จึงเป็นม้าที่ยืนด้วยความเชื่อง มิใช่เลียนอนุสาวรีย์แบบฝรั่งสร้างทั่วไป)


เมื่อพระพุทธเจ้าหลวงตรัสแล้ว จึงถามประวัติพระคาถา สมเด็จพระวันรัต (แดง) ถวายพระพรเล่าที่มาแล้ว จึงอัญเชิญเสด็จเข้าในกุฏิให้ทอดพระเนตรภาพจิตรกรรมพระสุนทรีวาณี พระพุทธเจ้าหลวงทรงเลื่อมใสยิ่ง จึงออกพระโอษฐ์ยืมไปบูชาเป็นเวลา ๕ ปี กาลต่อมาเมื่อสมเด็จพระวันรัต (แดง) อาพาธใกล้มรณภาพ พระพุทธเจ้าหลวงเสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมอาการที่วัดโพธินิมิต-สถิตมหาสีมาราม สมเด็จพระวันรัต (แดง) ได้ถวายพระพรขอคืนภาพพระสุนทรีวาณีแก่วัด ซึ่งก็ได้โปรดฯให้อัญเชิญคืนวัด

พระพุทธเจ้าหลวงทรงมีพระราชศรัทธาในความศักดิ์สิทธิ์ของพระสุนทรีวาณี เมื่อทรงโปรดให้สร้างโรงเรียนวัดเบญจมบพิตรจึงให้ออกแบบพระสุนทรีวาณี เพื่อเป็นสิริมงคลและเพื่อให้ครูอาจารย์นักเรียนได้บริกรรมคาถานี้ ซึ่งสามารถสืบค้นได้จากประวัติวัดเบญจม์ฯ และประวัติโรงเรียน แต่ปัจจุบันนี้ไม่ทราบว่าท่านผู้บริหารจะให้ความสำคัญหรือไม่อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งแบบนั้นถอดจากจิตรกรรมมาเป็นประติมากรรม ซึ่งข้าพเจ้าเสียดายยิ่งนักที่ไม่มีผู้ใดถอดสร้างรูปเหมือนและเหรียญเพื่อแจกครูอาจารย์ และนักเรียนให้บริกรรม กราบไหว้และห้อยคอ
ข้าพเจ้ามาพบความอัศจรรย์แห่งพระคาถานี้ตอนเมื่ออายุ ๒๗-๒๘ ปี ซึ่งมีความอัศจรรย์มากมายและตั้งใจว่าจะเล่าบันทึกเก็บไว้เป็นตำนาน แต่จะขอบอกเล่าเพิ่มเติมจากประวัติข้างต้นว่า เฉพาะพระสงฆ์ที่บริกรรมพระคาถานี้ในยุครัตนโกสินทร์ คือสมเด็จพระสังฆราช (สุก) เสกข้าวให้ไก่ป่ากินไก่ป่ายังเชื่อง สมเด็จพระวันรัต (แดง) สมเด็จพระสังฆราช (แพ) สมเด็จพระสังฆราช (อยู่) วัดสระเกศฯ พระวิสุทธาธิบดี (ไสว) วัดไตรมิตรวิทยาราม พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ วัดไร่ขิง ท่านเขียนจิตรกรรมไว้ที่วัดไร่ขิงด้วย พระเทพสุวรรณโมลี (สอิ้ง) เจ้าคณะจังหวัดสุพรรณบุรี รูปปัจจุบัน
ข้าพเจ้าเคยเดินทางไปที่จังหวัดสงขลา ไปพบวัดหนึ่งอดีตเจ้าอาวาสชื่อหลวงพ่อทอง (ตอนนั้นท่านมรณภาพแล้ว)ท่านเขียนปั้นพระสุนทรีวาณีไว้ที่หน้าบันอุโบสถ ข้าพเจ้าจึงไม่สงสัยว่าทำไมท่านจึงขลัง


หลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์ ชลบุรี ท่านเล่าเป็นบันทึกของวัดว่า ท่านบริกรรมคาถาพระสุนทรีวาณี เสกพระปิดตาของท่าน อีกทั้งหลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง ท่านก็เสกพระปิดตาและวัตถุมงคลของท่านด้วยพระคาถาสุนทรีวาณี
พระคณาจารย์สายวัดสุทัศน์ฯ เมื่อจะเข้าสู่การบริกรรมเสกวัตถุมงคลและลงอักขระ เลขยันต์ ก็บริกรรมคาถาพระสุนทรีวาณี ทุกรูปไป
เรื่องการสร้างพระสุนทรีวาณีในรูปแบบต่างๆ เช่นพระบูชาครอบน้ำพระพุทธมนต์ (ขันน้ำมนต์) ก็มักจะหล่อพระสุนทรีวาณีประดิษฐานยอดครบน้ำมนต์ จวบจนถึงท่านเจ้าคุณพระพิพัฒน์สังวรคุณ (เจ้าคุณถนอม) ซึ่งเป็นศิษย์สืบสายตรงจากเจ้าคุณพระศรีสัจจญาณเถระ (เจ้าคุณประหยัด) เจ้าคุณประหยัดเป็นศิษย์สายตรงสมเด็จพระสังฆราช (แพ) รุ่นน้องของเจ้าคุณพระมงคลราชมุนี (เจ้าคุณศรีฯ สนธิ์) ที่หน้าบันพระวิหารวัดราชบูรณะ (วัดเลียบ) สะพานพุทธก็มีรูปปั้นพระสุนทรีวาณี
ข้าพเจ้าเมื่อได้รับพระคาถานี้บริกรรมจึงพบความอัศจรรย์ว่า “ผู้ใดปัญญาดี จะสามารถเรียนวิชาทุกประการ และจำได้แม่นยำ ผู้ใดปัญญาไม่ดีนัก บริกรรมแล้วจะเป็นวาสนามหานิยม”

นโยบายของเว็บไซต์ (Merchant Policy)
วิธีการชำระเงิน (Payment Method) อ่านทั้งหมด
• โอนเงินผ่านธนาคาร    
การส่งสินค้า (Shipping information)
  การจัดส่งในประเทศไทยด้วยการส่งEMS (ฟรี) ทั่วประเทศระยะเวลาจัดส่งสินค้าถึงมือท่านนับแต่แจ้งชำระเงินโดยประมาณ ในกรุงเทพ 1-2 วันทำการ ต่างจังหวัด 3 วันทำการ การจัดส่งในต่างประเทศ ด้วยพัสดุลงทะเบียน 450บาท ส่งด่วนพิเศษต่างประเทศ (EMS) เป็นไปตามอัตราค่าจัดส่งในประเทศนั้นๆ)
รายละเอียดบริษัท (Company Detail)
love-amulets
วัดตะกล่ำ แขวงหนองบอน เขตประเวศ กรุงเทพฯ 10250
ร้านเครื่องรางรัก ก่อตั้งเมื่อปี 2551 ปัจจุบันดำเนินการขึ้นสู่ปีที่11 โดยได้รับการยกย่องว่าเป็นอันดับ1ในสา... อ่านทั้งหมด
นโยบายการคืนสินค้า (Return Policy)
วัตถุมงคลทุกชิ้นรับประกันความแท้ 100%
เวลาให้บริการ (Business Hour)
รับการสั่งซื้อผ่านเว็บไซต์ 24 ชั่วโมงทางemail shop_miracle@hotmail.com หรือ line id : loveamulet  มือถือ  089-4551470  /   081-3259518 ได้ในเวลา จันทร์-อาทิตย์  ช่วงเวลา 7.00 - 20.00 น ตอบอีเมล์ทุกๆ วันภายใน 24 ชั่วโมง
การรักษาข้อมูล (Privacy Policy)
ทางเว็บไซต์ยึดถือปฏิบัติ ตามนโยบายรักษาความลับส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัดในการรับข้อมูลส่วนตัวของท่าน ผ่านทางเว็ปไซต์

สินค้า/บริการ แนะนํา...
ตะกรุดเซียน โค้นเซียน ฤษีธรรมะราช
ราคา 1,000.00 บ.
ตะกรุดเสน่ห์มอญ อาจารย์ประคอง รุ่นเจริญ
ราคา 3,500.00 บ.
ตะกรุดหนังเสือ หลวงพ่ออั๊บ วัดท้องไทร
ราคา 2,000.00 บ.
ตะกรุดนะอกแตก
ราคา 1,000.00 บ.
สีผึ้งจีบสาว หลวงพ่อดำ วัดเขาพูลทอง
ราคา 1,250.00 บ.
ขุนแผนร่ายมนต์ (แหย่แย้) หลวงปู่พัฒน์ วัดธารทหาร รุ่นแรก
ราคา 1,000.00 บ.
 
เพิ่มเพื่อน


© 2001-2010. TARAD.com. All Rights Reserved.